| pongta's profile~~ ChoU PonG ThE YaO ~~PhotosBlogLists | Help |
|
June 26 วันปองแห่งชาติ26 มิถุนา นอกจากจะเป็นวันสุนทรภู่ วันต่อต้านยาเสพติด แล้ว ยังโดนเราสถาปนาให้เป็นวันปองแห่งชาติด้วย ก็อย่างว่าคนเราจะมีวันที่เป็นของตัวเองสักกี่วันกันเชียว ปีนึงมีสักครั้งก็ดีมากแล้ว แน่นอนวันของเรา วันที่ใครๆก็น่าจะเห็นความสำคัญของเรา อวยพรเราอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ดีใจ สุขใจ ไปด้วย ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ น้องตาล โบ เมล นุช ฝน วัลย์ ต่าย พี่มะ เก่ง นุก ป๋วย มด ปิ่น พี่ปู พี่ผึ้ง จอนนี่ ดอน พี่ปอนด์ เบนซ์ จี๊ป เจ้เหม้ย ฟู หน่อย เปิ้ล thank พี่อ้อที่ทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันปองแห่งชาติจริงๆ
ตอนแรกก็วางแผนว่าจะพาพ่อไปดูเจ้โจลี่ในwantedกะหาอะไรกิน วันนี้โบกะเงินเดือนออกซะด้วยดูท่าจะรุ่ง สุดท้ายพ่อก็ชิ่งไปกินเลี้ยงซะงั้น ยังดีที่มีเบนซ์กะน้องจี๊ปกินข้าวเป็นเพื่อน แน่นอนว่าดีกว่าฉายเดี่ยวหรือว่านั่งเซ็งอยู่บ้านเปล่าๆ ไปกิน Manhattan fish market โคตรอร่อยอะ ขนาดเรากินแต่ข้าวกะเฟรนซ์ฟรายด์ยังรู้ว่าอร่อยเลย
เวลาใกล้ๆวันเกิดที่ไร สิ่งที่มันจะเข้าครอบงำเราก็มี เรื่องอายุที่แก่ไปอีกปี แต่ชีวิตก็เดิมๆ เช่น ตอนนี้ใกล้จะสามสิบแล้วยังไม่มีแฟน แล้วฉันจะแต่งงานกะใคร (โคตรจะเป็นเรื่องโลกแตก) หรือว่า อายุก็ไปไกลแล้วไงยังทำอะไรเด็กๆเหมือนเดิม (แต่งตัว บุคลิก การพูดจา ความคิด) ทำนองนั้น แม้แต่น้ำหนักที่พยายามลดแล้วก็เท่าเดิม555+
ต่อมาที่จะทำก็คือตะลุยอ่านspaceตัวเอง เพื่อดูว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาเราทำอะไรไปบ้าง ก็มีทั้งขำฮา เสียน้ำตาก็มี ที่บ้านบ้าง เพื่อนบ้าง คุณขวัญใจบ้าง เจี๋ยบ้าง พี่ตู่(หลังๆไม่อินซะแล้น)บ้าง ไปเที่ยวบ้าง (ไปเยอะเหมือนกัน ก็มีลำน้ำเข็ก หันคา อุบล เกาหลี ญี่ปุ่น เชียงใหม่ ทีลอซู ชุมพร มาเก๊า พัทยา ตราด ดูคอนเสิร์ตเยอะมาก) อีกอย่างก็คือเราอ่านหนังสือแนวhorrorกะสืบสวนของนักเขียนญี่ปุ่นเยอะมาก (ประมาณสามสิบห้าเล่มได้)
วันนี้เจ้เหม้ยถามเราว่าอยากได้อะไรมั้ย มีหลายคนที่อวยพรให้เราสมปรารถนา หรือว่ามีความสุขมากๆ นั่นดิ.....เรารู้สึกว่า ตอนนี้ดีแล้ว สุขแล้ว มีงานที่เราชอบกะคนที่ทำงานดีดี(เราชอบเวลาทำงานนะ เว้นแต่ตอนที่ทำผิดกะตื่นนอนอะ) มีตังค์ด้วย มีเพื่อน(บ้างก็เหมือนห่างกันไป) มีพ่อแม่เจ้ พี่ที่บ้านทุกคน คิวแคร์ มีเจี๋ย มีเบนซ์ต่ายที่พร้อมจะเห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อนเสมอแถมว่างๆเราก็ไปหาอะไรกินกัน ถึงต่อไปตำแหน่งของคุณขวัญใจจะว่างลงเราก็มีตัวเอง เพราะอย่างนั้นแล้ว เราก็คิดว่าเรามีพอแล้ว เยอะแล้วด้วย เราก็ไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว (ยกเว้นโปสเตอร์เจี๋ยที่เจ้เหม้ยได้มา)
อีกอย่างเราคิดว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในวันเกิดของคนนั้นๆก็คือ การได้รับคำอวยพรจากคนที่เขาชอบสุดๆหรือเห็นค่าที่สุด เช่น เบนซ์กะพี่แชมป์ หรือต่ายกะเพื่อนต่าย ในปีก่อนๆเนื่องจากไม่มีใครจัดคำอวยพรของคุณขวัญใจมาให้เรา เราก็โทรไปขอมันเอง ซึ่งเราก็ซึ้งใจสุดๆ แต่ปีนี้เนื่องจากมันถูกเราปลดออกจากตำแหน่ง เราก็ไม่อยากได้อะไร อีกอย่างการที่เราได้เจอเจี๋ย ยิ้มทักเจี๋ย เจี๋ยยิ้มทัก มันก็โอมากๆหรืออาจจะเยอะเกินไปด้วยซ้ำ
ปกติเรามักจะคิดวางเอาไว้ว่าจะทำอะไรในปีที่จะแก่ไปอีกหนึ่ง เช่น พยายามหาแฟน(ไม่ได้ซะที) ผอมลง(เท่าเดิมตลอด) ซึ่งเราจะทำไม่เคยได้เลย 555+ เพราะฉะนั้นปีนี้เราเลยคิดว่า จะตั้งเป้าหมายให้เป็นปีที่มีความสุขแบบพอดี ดูดีเลยละ 555+ อ้อ อีกอย่าง มันจะต้องเป็น caution year เพิ่มความระมัดระวังในการทำงาน 加油!!!!!
June 24 คำตอบพักนี้ ติดเพลงนี้มาก ฟังไปเรื่อยๆ ก็ทำให้คิดอะไรได้ซะงั้น
เคยสงสัยมั้ยว่าความรักของเราที่มีต่อใครสักคนจะยั่งยืนได้นานสักแค่ไหน
หรือบางทีทำไมเราต้องเอาตัวไปผูกติดกะเขา ทั้งที่เขาก็ไม่ได้เห็นความสำคัญของเราเท่าไร
บางทีเราก็รู้คำตอบแล้วทำไมเราถึงยังเฝ้าหลอกตัวเองได้ขนาดนั้น
หรือว่า คำถามอย่างเวลาช่วยให้ความรักของคนเราจืดจางได้หรือเปล่า
นั่นดิ ยังมีคำถามอีกล้านแปดที่มักจะผุดขึ้นในหัวเรา
เมื่อความรักมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากให้มันเป็น
บางทีคำตอบ........มันก็วางอยู่ตรงนั้น เพียงแต่เราเห็นมันหรือแกล้งทำเป็นมองข้ามไปกันแน่
ต่อไปนี้มันคง.......ไม่สำคัญอีกแล้ว
刮风这天我试过握着你手 但偏偏雨渐渐大到我看你不见
还要多久我才能在你身边 等到放晴的那天 也许我会比较好一点 从前从前有个人爱你很久 但偏偏风渐渐把距离吹得好远 好不容易又能再多爱一天 但故事的最后你好像还是说了拜拜 ในวันที่ลมพัดแรงฉันเคยลองที่จะจับมือของเธอ
แต่ฝนที่ตกหนักมันทำให้ฉันมองไปไม่เห็นเธอ
แค่อยากจะไปอยุ่ข้างๆเธอ ทำไมถึงยากขนาดนี้
คงต้องรอวันที่ฟ้าใส ฉันอาจจะรู้สึกดีขึ้นมาก็ได้
ถึงผ่านมาเนิ่นนานก็มีคนนึงยังคอยรักเธออยู่
แต่ลมที่พัดแรงเหมือนกับว่ายิ่งทำให้เราห่างกันมากขึ้น
มันไม่ง่ายเลยนะที่จะรักเธอต่อไปอีกแค่หนึ่งวัน
หรือว่าเรื่องนี้จะจบลงเหมือนกับคำว่าลาก่อนที่เธอเคยบอกฉันไว้แล้ว
June 20 do u believe in destiny?วันพฤหัสบดีที่19 มิถุนายน เลิกงาน จริงแล้วพรุ่งนี้ชั้นเราจัดงานสัมนา เขาเลยเกณฑ์พวกพี่ผึ้งนุชฝนเปิ้ลไปช่วยจัดเอกสาร (ทั้งที่พวกสาวๆจะไปดูรักสามเศร้ากัน) เรากะพี่ปูได้ทีเลยออกมาก่อน ตอนนั้นก็แอบคิดนะว่าจะอยู่ต่อดีหรือเปล่า แต่พอดีพ่อก็ติดธุระมาช้า เลยคิดว่าไปกินไอติมที่central world ดีกว่า แก้ตัวเมื่อวานนี้
เดินไปเรื่อยๆขำขำ ไปชั้นหกกะจะเข้าbaskin robbins อยู่แล้วเชียว แต่ดันเห็นผู้หญิงสามสี่คนวิ่งถือกล้องมา เหมือนตามใคร เฮ้ยเดินไปดูดีกว่า ขำขำ เดินไปก็เห็นคนมุงๆอยู่หน้าร้านราเมนโอ เอ้ย เงานั้นมัน เจี๋ย นี่นา เฮ้ย ใช่ป่ะเนี้ย เฮ้ย มีคนเดินผ่านมาพูดว่าเจี๋ยหลุน เฮ้ย เดินผ่าน ไปร้านมูจิ ซะงั้น คิดไม่ออก โทรหาเบนซ์ก่อน
เบนซ์รับบอกเบนซ์ด้วยเสียงเรียบๆว่า ..เบนซ์เราเจอเจี๋ย... เบนซ์คิดว่ามุข บอกว่าเจอจริงกินราเมนอยู่ทำไง ก็เลยเนียนคุยไปรออยู่แถวๆหน้าร้าน เดินไปถามน้องนักศึกษาว่าใครเหรอ ใช่เจี๋ยป่ะ น้องคอนเฟิร์ม เลยไปยึดเสายืนรอ เจี๋ยออกมาเข้าห้องน้ำ เฮ้ย...เจี๋ย จะร้องไห้อะ เบนซ์บอกโอ๋เล็ก...กรี๊ดดดดด
พอเจี๋ยเดินออกจากห้องน้ำ ก็มองมาที่เรา เราก็ยิ้มๆ มันก็มอง แล้วเข้าร้านไป เจี๋ยมองไรวะ อ้อ สงสัยมองไอ้ที่ห้อยโทรศัพท์ เสร็จเจี๋ยไปกินข้าว เราก็เลยโทรไปบอกคิว คิวไม่รับรู้ เลยบอกไอ้แคร์ก็ได้ ไอ้แคร์บอกว่า ให้บอกเฮียโจด้วยว่ามันก็อยากเจอ โอได้เลยน้องแคร์ เสร็จคุยกะเบนซ์ต่อ เพราะทำอะไรไม่ถูก ไปซื้อไอติมมายืนกิน เลือกscoopใหญ่ๆจะได้เหมือนคนมีอะไรทำ รอไปคุยไปกินไป คิดกันไปว่าจะพูดอะไรดี ร้องเพลงอีก เอาเข้าไป แบตจะหมด ขอวางหูก่อน
ในที่สุดเจี๋ยก็อิ่มราเมน เดินออกมา เลี้ยวไปทางเซน เราก็เออ เห็นคนตามเยอะพอควร เจี๋ยมันเป็นแม่เป็ด แล้วแฟนๆเป็นลูกเป็ดเดินเป็นขบวน มีเจี๋ยกะเพื่อนหรือผู้จัดการมากันสี่ห้าคน เราก็เออ ยืนตรงนี้ดีละ มือเราก็ส่งsmsเป็นพัลวัน แล้วทันใด้นั้นนนนนนนน...........เจี๋ยมันเลี้ยวกลับมาทางที่เรายืนอยู่ เดินผ่านหน้าเรา เราก็เลยยกมือทักมัน มันก็ยกมือทักเรา สุดยอดดดดดดดด แบบว่าเจี๋ยเดินผ่าน ทักเจี๋ย เจี๋ยทักตอบ ยิ้มให้เจี๋ย เจี๋ยยิ้มให้เรา เจี๋ยไป เราหายใจไม่ออก เดินมั่วไปมั่วมา หายใจไม่ออก จะเป็นลม
คิดได้โทรไปบอกxดีกว่า มันไม่รับ ช่างหัวมัน เดินไปอิเซตัน มันโทรกลับ บอกมันว่า กูเจอผู้ชายที่กูรักที่สุดในโลกแล้ววววววว มันงง เจย์โชอะมึง เจย์โช รู้จักป่ะ คุยไปเดินมั่วไป ดันไปเจอเจี๋ยกำลังเข้าลิฟท์อีก จะบ้าตายยยยยยยยยยยยยย แบตหมด สายหลุด ช่างมัน ตอนนี้ในหัวเหลือแต่เจี๋ย
งานนี้ไม่ได้ถ่ายรูปเจี๋ยมานะ เพราะรู้สึกว่าเขามากินข้าวอะ ไม่ได้มาให้เราถ่ายรูป แล้วเวลาพะวงถ่ายรูปทีไรไม่ได้อะไรซะอย่าง รูปที่ได้ไม่ดี แถมไม่ได้ตั้งใจมองเจี๋ยอีก ก็เลยใช้ใจเก็บภาพเจี่ยแทน 555+
เจี๋ย ตัวไม่สูงเท่าไรแฮะ ใส่เสื้อสีดำ กางเกงยีนส์ รองเท้าบาสขาวมาก ไม่ผอมไม่อ้วนกำลังดี หน้าใสกิ๊ก ขาวโคตรๆๆๆ แล้วก็ยิ้มที่มุมปากเล็กๆ สุดยอดดดดดดดดดดดดดด (เอาเข้าจริงนึกนานมากว่าเจี๋ยแต่งตัวยังไง...สงสัยมัวแต่ตื่นเต้น)
Do u believe in destiny? ประโยคทองของพี่แชมป์มาวนเวียน เชื่อป่ะว่า เรารู้ตั้งแต่วันจันทร์ว่าเจี๋ยมาถ่ายโฆษณาที่กรุงเทพ เราก็เริ่มสร้างความเชื่อเล็กๆว่าเราจะได้เจอมัน ทั้งๆที่เราไม่รู้หรอกว่ามันไปไหนอะไรยังไง แต่เราก็ค่อยๆสะสมความเชื่อทีละนิด ทั้งๆที่วันนี้สาวๆที่ทำงานไปดูรักสามเศร้า เราก็ไม่ไปเพราะเมื่อวานไปดูกังฟูแพนด้ามาแล้ว ถ้าทั่วไปรู้สึกผิดก็จะไปช่วยเขาจัดเอกสารแต่ขี้เกียจ ถ้าปกติก็นั่งรถกลับบ้านกะพ่อไปแล้ว แต่พ่อติดกินเลี้ยงกะที่ทำงาน เป็นเพราะไม่ได้ไปcentral worldนานแล้วก็คิดถึงกะจะไปดูนิทรรศการรูปภาพ แถมอยากกินไอติมมากๆเลยไปbaskin robbins ถ้าเข้าไปกินไอติมก็จบ แต่ดันไปเจอกลุ่มแฟนเพลงที่ถือกล้องตามเจี๋ย เคยคิดป่ะว่าในโลกเรามีคนหกพันห้าร้อยล้าน(ใช่ป่ะวะ) โอกาสที่คนสองคนจะเดินสวนกันเป็นเท่าไร นั่นดิ มันเป็นเท่าไรกันเนี้ย ถ้าลุงเต่าบอกว่า there are no accidents.เราเชื่อนะ เราจะบอกว่า I do, I believe in destiny.
June 19 kungfu panda: แด่อาโป i'm very big pandaไปดูกังฟูแพนด้ามา เหนื่อยมาก ไปกะต่ายเบนซ์มะปราง เราไปผิดที่อีกต่างหาก ก็ต่ายมันบอกsf มันบอกว่าชั้น7 ยังบอกด้วยว่าอยู่ร้านป้าแอน เราก็ไปหาไม่เจอ มันบอกว่าอยู่แมคนะ เราก็ไปหาที่แมค โทรหามันบอกว่าเนี้ย เรายืนอยู่ข้างพี่โรนัลด์ มันก็บอกว่าไหน ชั้นเจ็ดนะ เฮ้ยมองเห็นป้ายเราอยู่ชั้นหก โอ้....เราอยู่sf central world มันอยู่sf mbk 555+
เรื่องของหมีแพนด้าที่มีพ่อเป็นเป็ดหรือห่านเนี้ยละ รักกังฟูสุดจิตสุดใจ ดันได้รับเลือกให้เป็นdragon warrior เพื่อปกป้องหมู่บ้านจากเสือร้าย พล๊อตก็ยังงั้นๆ แต่เรื่องสุดยอด ขำก็ขำ ฮาได้อีก ไม่เป็นฝรั่งในร่างจีนจ้า ดูเป็นการ์ตูนที่เข้าใจความคิดแบบจีนๆมากขึ้น การเคารพอาจารย์ทั้งเชื่อฟังและนับถือ ความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้ว (อาจารย์เต่าพูดตลอดเลยว่า there are no accidents.ชอบประโยคนี้สุดๆเลย) การค้นพบเคล็ดลับที่ไม่ลับทั้งเรื่องกังฟูหรือเรื่องน้ำแกง ซึ่งจริงแล้วมันก็คือ nothing มันจะเกิดสิ่งพิเศษได้มันอยู่ที่เรา เราต้องใส่ใจต้องเชื่อในมัน แล้วมันจะพิเศษเอง (อาจารย์เต่าก็บอกว่า you just need to believe.) แต่ตอนที่เราชอบที่สุดคือตอนที่โปเถียงกะshifu (จริงแล้วในหนังกำลังภายในก็มักเรียกอาจารย์ว่า shifu 师父 นะ) อาจารย์ถามมันว่าทำไมมันลาออกซะที แล้วโปมันบอกว่า ที่มันอยู่เพราะว่าต่อให้มันโดนอาจารย์ตีหรือด่ามัน ก็ไม่เจ็บเกินกว่าที่มันต้องตื่นมาแล้วเจอว่าตัวเองเป็นตัวเอง(เป็นคนขายก๋วยเตี๋ยว) โห......ใจมากโป ใจสุดๆ
ไม่ใช่หนังการ์ตูนธรรมดา แต่มันเป็นหนังของการค้นพบตัวเอง สุดยอด ถ้าอาโปเริ่มกังฟูที่level 0 เราว่าคนที่ไม่เคยมีฝันที่แรงกล้าอาจจะต้องเริ่มกังฟูที่levelติดลบ แต่ถ้าเราไม่เริ่มทำละ จะมาบอกตัวเองว่าเพราะเราไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าเราฝันหรืออยากเป็นอะไรกันแน่ การทำไปโดยที่ไม่แน่ใจว่าใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า หรือว่าการไม่ทำอะไรเลยเพราะไม่รู้หรือลังเล อันไหนกันแน่ที่จะทำให้เราเจ็บปวดกว่ากัน
it could never hurt more than everyday of my life just being me.
I stayed because I thought if anyone can change me, can make me not me, it was you!
link mv kungfu fighting ซึ่งเป็นostของหนัง http://www.youtube.com/watch?v=zxqRU7ZB2MQ
เนื้อเพลงก็สุดยอดเช่นกัน เพิ่งรู้นะเนี้ยว่าเพลงมันร้องว่าอะไร ได้มาจาก http://umuulan.multiply.com/video/item/548
June 12 1 litre of tears :Ichi Rittoru no Namidaฉายจบไปแล้วทางไทยพีบีเอส เป็นเรื่องที่เราตั้งใจดูมากๆ เพราะเบนซ์กะในพันทิบร่ำลือไว้เยอะเหลือเกิน เรื่องของน้องอายะเด็กสาวสิบห้าเป็นโรคทางสมองชื่อยาวที่ไม่มีทางรักษา ร่างกายจะเริ่มเดินไม่ได้ พูดไม่ได้ เขียนไม่ได้ และตายในที่สุด ตามเรื่องก็จะให้เราดูพัฒนาการของโรค(ร่างกายน้องอายะค่อยๆแย่ลง) แต่ในขณะเดียวกันความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากคำถาม ความไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นน้องอายะที่ต้องเป็นโรคนี้ อนาคตที่สดใสก็วูบลงซะงั้น รุ่นพี่ที่เกือบจะได้เป็นแฟนกันแล้วแท้ๆ ทุกอย่างมันสลายไปหมด แค่คิดจะเดินหรือยืนยังไม่ได้เลย บทสนทนาที่อะโซคุงเล่าเรื่องอายุขัยที่ถูกกำหนดมาแล้วของสิ่งมีชีวิตแต่มีเฉพาะคนละมั้งที่โลภอยากจะอยู่ให้นานขึ้น แล้วน้องอายะพอรู้ว่าเป็นโรคนี้ก็ถามกลับว่ามันผิดตรงไหนถ้าน้องอายะจะโลภบ้าง แน่นอนเรื่องที่จู่จะต้องมารู้ตัวว่าตายแน่ทั้งที่อายุแค่สิบกว่าๆ เป็นใครๆก็ต้องคิดว่าไม่ยุติธรรมแล้วใช่ป่ะ
แต่สุดท้าย มันก็เป็นความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้ ดังนั้นตอนที่น้องอายะเริ่มเปลี่ยนที่จะพูดแต่คำว่าขอโทษให้เป็นคำว่าขอบคุณ เราก็รู้สึกเลยว่า น้องอายะเริ่มที่จะยอมรับได้แล้วที่จะต้องอยู่กับไอ้โรคชื่อยาวนี้ไปจนกว่าจะตาย คำถามว่าทำไมต้องเป็นน้องอายะ อาจจะตอบอยู่ในตอนสุดท้าย ที่บอกว่า น้องอายะทำให้คนอีกหลายคนหรืออีกหลายครอบครัวไม่ได้เป็นคนที่ทุกข์ที่สุด ความไม่เข้าใจก็กลายเป็นการยอมรับร่างกายที่เปลี่ยนสภาพไป (ถึงแม้มันจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยก็ตาม อย่างตอนที่ไปเข้าห้องน้ำไม่ทันแล้วอะโซคุงมาเจอ หรือแค่จะกดโทรศัพท์ยังไม่ได้เลย) ในส่วนที่แย่สุดๆมันก็มีจุดที่ดีที่สุด น้องอายะอาจจะแย่ลง(ร่างกาย) แต่น้องอายะ และทุกคนรอบตัวน้องอายะ พ่อ แม่ น้องสาว น้องชาย อะโซคุงกะพ่อ คุณหมอ เพื่อนๆ ทุกๆคนได้เข้าใจกันมากขึ้น ครอบครัวก็เป็นกำลังใจชั้นเยี่ยม คุณแม่ที่สู้สุดใจและคอยเข้าใจลูก(การเขียนไดอารี่จนกลายมาเป็นหนังสือที่ขายดี) คุณพ่อที่ยิ้มไปร้องไห้ไป (แสดงได้ยอดจริงๆ) อะโซคุงที่ได้น้องอายะเป็นแรงบันดาลใจ (อะโซคุงร้องไห้เก่งมาก น้ำตาหยดสวยสุดๆเลยนะไอ้กระจอก) ตอนทีน้องอายะส่งจดหมายให้อะโซคุงแล้วบอกว่าเป็นจดหมายรักนั่นนะ ทั้งๆที่ในจดหมายตอนจบบอกอะโซคุงว่าคงเจอกันไม่ได้แล้ว เรารู้นะว่าน้องอายะคนเก่งก็ท้อได้เหมือนกันเนอะ (เป็นข้อดีของละครนะ แบบว่าต่อให้เป็นคนที่สู้ขาดใจ แต่มันก็ต้องมีวันที่ท้อบ้างเหนื่อยบ้าง ใช่มั้ยละ)
เวลาที่ดูน้องอายะทีไร ทำให้เรารู้สึกเรื่อยเลยว่าแค่เดินได้ด้วยขาของตัวเอง วิ่งหรือทำอะไรได้เอง มันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งแล้ว บางทีเราอาจจะไม่ได้ต้องการอะไรไปกว่านั้นเลยก็ได้ ที่สำคัญคือเพลงประกอบละครเรื่องนี้ มันเพราะสุดยอดไปเลย ฟังแล้วจะร้องตามเรื่อยอะ โดยเฉพาะท่อนสุดท้าย ที่บอกว่า...เมื่อเราอยู่ในที่ที่มืดที่สุด สิ่งที่เราจะเห็นก็คือแสงสว่างที่จะค่อยๆแรงกล้าขึ้น....ฟังท่อนนี้แล้วจะมีรูปน้องอายะตัวจริงชูกำปั่นเหมือนกำลังบอกทุกคนให้สู้นะ มันสุดยอดจริงๆ ปล. ละครชื่อบันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร แต่ไม่ได้กินน้ำตาเราเลย ก็แค่คลอๆอะ ทั้งๆที่เราซึ้งมากๆเลยเรื่องนี้จริงๆนะ
June 10 ผื่นคัน บุคคลอันตรายหลังจากที่ไปดุนาร์เนียกะพวกเด็กๆที่บ้าน ก็เป็นผื่นที่ขาคันมากๆก็เลยเอาขาขวาไปไถกะขาซ้าย
ผลที่ได้คือผื่นมันก็ลามไปขาซ้ายด้วย ผ่านไปหนึ่งวันขามันก็บวม แถมยังคันแบบสุดๆอีกด้วย
ลองมานั่งหาสาเหตุดูว่าเป็นเพราะอะไร ลองย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อวันเสาร์
น้องแคร์ปวดฟันมาก หมอฟันที่ไปประจำไม่อยู่ ก็เลยทำตามคำแนะนำพี่ผู้ช่วย
พามันไปร้าน..จอมพลทันตแพทย์.. อยู่หลังบ้านเราเอง ตรงข้างประตูวัดบึง
หมอฟันชื่อหมอจุ๊ ชื่อจริงชื่อหมอกรกฏ นามสกุลจำไม่ได้ แต่พ่อบรรยายได้ว่าเขาเป็นลูกใคร
ลงสมัครสมาชิกเทศบาลด้วยแต่ปิ๋วไป ซึ้งใจลูกเจ้เกียวก็งานนี้อะ
.....ขอประกาศให้หมอฟันผู้นี้เป็นบุคคลอันตรายประจำspaceเราขั้นรุนแรง.....
หมอฟันกระทำการทำร้ายจิตใจเราและหลานด้วยการเนียนด่าหลานเราว่าโง่
และยังลามไปถึงผู้ใหญ่ในบ้านและคุณคิว เนียนด่าไปหัวเราะไปอีกด้วย
ถึงหลานเรามันจะดื้อ พูดมาก พูดไม่เพราะ (เพราะบ้านเราก็ไม่มีใครพูดเพราะๆกัน)
แต่หลานเราไม่ได้โง่ และมันก็ไม่มีความคิดกับพฤติกรรมในการเนียนด่าใคร(เพราะเราสอนให้ด่ากันตรงๆ)
เราต้องขอโทษหลานทั้งสองคนด้วยเนื่องจากไม่ได้กระทำการปกป้องคุณคิวคุณแคร์เลย
ถ้าได้เลือดแม่จูโน่มาซักสิบเปอร์เซ็นต์ คงจะตอกกลับหมอไปแล้วว่า
"คุณหมอทำฟันมานานยังคะ อ้อ มิน่าเชื้อโรคในปากคนไข้มันคงย้ายไปทำมาหากินในสมองคุณหมอมั้งคะ
ถึงได้ทำเป็นเนียนด่าเด็กว่าโง่" ถ้าได้พูดออกไป เราคงไม่เครียดจนผื่นขึ้นขาขนาดนี้ เซ็งตัวเอง
เมื่อไรปวดฟัน แคร์บอกโจมาเลย เดี๋ยวจะพาไปลุย แก้แค้น...สิบปียังไม่สาย วะฮะฮะฮะฮา
ปล. เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ดูดาวเปื้อนดินได้มันมาก เพราะมันอินเข้ากะคุณเอื้อมดาวจริงๆ
|
|
|