| pongta's profile~~ ChoU PonG ThE YaO ~~PhotosBlogLists | Help |
|
January 30 ถึงพี่สาวถึง พี่สาว
ขอโทษทีที่ทำให้เป็นห่วง คิดว่าไงดี เอาเข้าจริงเราไม่ได้สนใจอะไรเรื่องเพื่อนเราจะชอบกันอะไรมากมายหรอก มานั่งคิดดีๆที่เราหงุดหงิดเนี้ย เป็นเพราะเราชอบเพื่อนเราเหรอ มันก็ไม่ใช่ (ถ้ามันใช่ มันยังน่าจะmake senseมากกว่าอีกจริงมั้ย) เราก็นั่งคิดมันคงเป็นเพราะเราเกลียดการที่คนใกล้ตัวเรามีแฟนต่างหาก เอาเข้าจริง เรากลัวว่าเขาจะไม่รักเราแล้วเพราะต้องไปรักคนอื่นต่างหาก(คิดเหมือนเด็กๆเนอะ แต่เราคิดอย่างนี้จริงๆ) อย่างเช่น เราก็เคยกลัวพี่สาวไม่รักเราเพราะพี่สาวมีแฟน (อ่านให้ดีเรากลัว ย้ำเรากลัว ไม่ได้บอกว่าพี่สาวไม่รักเรา) หรืออย่างตอนที่รู้ว่าฟูโกะหรือไอ้พอลมีแฟนเราก็รู้สึกเคว้งๆนะ เบนซ์กะพี่แชมป์หรือต่ายกะไอ้หนุ่มแผ่นดินใหญ่เราก็แอบอิจฉานะ ไอ้ความรู้สึกอย่างนี้คนธรรมดาก็เป็นกันได้ใช่มั้ยละ ไอ้ความกลัวว่าเขาจะรักเราไม่เท่าเดิมทำนองเนี้ย แต่เอาเข้าจริงเราก็ทำอะไรไม่ได้ใช่มั้ย จะไปห้ามเขาก็ใช่เรื่อง เราก็ต้องค่อยๆรับความจริงไป (เหมือนอย่างสมัครเป็นนายก รับไม่ได้หรอก แต่มันทำอะไรได้มั้ย ทำได้อย่างเดียวก็ต้องทำใจไป)
แต่เรื่องเพื่อนเรา คือว่าเรากะจะโทรไปหามัน เพราะเราเป็นห่วงมัน นึกว่ามันรู้สึกแย่ๆกับความรักของมัน (ตอนนั้นเราก็คิดอยู่นานเหมือนกันนะหลังจากอ่านspaceกะmultiplyมันเนี้ย กว่าจะตัดใจโทรไปได้) แต่เอาเข้าจริงพอโทรไป มันก็อยู่ด้วยกัน อ้าว งงดิ งง มันก็ไม่ได้ทุกข์อะไรนี่นา เราก็เอองงไป กูเสือกคิดไปเอง เราก็พยายามเปลี่ยนเรื่องพูดอย่างลำบากเพราะมัวแต่งง แต่คราวนี้มันดันเซ้าซี้ถามเราว่า เรามีอะไรจะบอกมันหรือเปล่า ตรงนี้ต่างหากที่มันทำให้เรารู้สึกแย่ เหมือนกับว่า มึงถามกูทำไม ถามอยู่ได้ แล้วกูบอกมึงได้เหรอ บอกว่าเป็นห่วงมึง นึกว่ามึงแย่ แต่พอกูโทรมามึงหัวเราะร่าอยู่กะคนที่กูคิดว่าทำให้มึงทุกข์ กูบอกมึงอย่างนี้ได้เหรอ มึงจะเซ้าซี้ถามกูเพื่ออะไร ความรู้สึกอย่างนี้ต่างหากที่ทำให้เราแย่ถึงมากที่สุด (มีใครดูrainbow songมั้ยเนี้ย เข้าใจที่นางเอกเตะพระเอกจนตัวงอเลยนะ คิดแล้วยังแค้นอยู่เลย)
แต่เราบอกใครไม่ได้ หันไปทางไหนก็ไม่ได้ แล้วยังต้องมาเจอ ประโยคห่วยๆที่เพื่อนที่ทำงานบอกมาอีก ถึงจะรู้ว่ามันพูดอย่างไม่ตั้งใจหรอกนะ ...ปองมันไม่คบเราหรอก... ไม่รู้จะว่าไง แต่มึงหุบปากไปเหอะ เมื่อวานไปเจอฟูโกะ ยังรู้สึกแย่เลย ไม่รู้จะบอกยังไง จะเริ่มตรงไหน ไม่กล้าเล่าใคร เพราะคงไม่มีใครอินอะไรกะเรามากมาย ก็เรื่องมันโง่ๆ เหตุก็โง่ๆ
แต่รู้มั้ย คนเราทำใจก็ต้องใช้เวลา ยิ่งเป็นเรื่องที่ตัวเองกลัว ตัวเองไม่ชอบมันก็ต้องใช้เวลา จะมาเรียกร้องอะไรกะเรานักหนา เราไม่มีให้หรอก
ต้องขอโทษพี่สาวอีกที วันนี้โทรศัพท์เราแบตหมดจริงๆ แต่เราก็ดีใจนะ ดีใจที่พี่สาวรักเรา ดีใจที่พี่สาวส่งพระเจ้ามาช่วยเรา พอเปิดโทรศัพท์มาตกใจหมดเลย พระเจ้าให้โทรกลับ เสียงหล่อมากเลย พระเจ้าถามว่างอแงอะไร ตอบไม่ได้เลยอายเขา ไม่รู้จะบอกพระเจ้ายังไง พระเจ้าบอกว่าไม่งอแงก็กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้แล้ว รับทราบ
รักพี่สาวกะพระเจ้ามากๆ
น้องสาว
ปล.โทรกลับบ้านแม่แซวด้วย นี่...พี่สาวคงไม่ขายเรื่องพระเจ้าให้แม่ฟังหรอกนะ
ปล. ให้เพลงนี้พี่สาว กะพระเจ้า วันนี้ยกให้เป็นพระเจ้าหนึ่งวันนะ คุณขวัญใจ กดplayด้วยอะ เผื่อมันไม่เล่น
January 25 ไปเชียงใหม่ ไปขำขำ นี่เราไปแค่สองวันวันที่สอง ตื่นสายไม่มากไปกินข้าวเช้าของโรงแรม ต้องเดินไปหน่อย เจอร้านน่านั่งพอดี กินเสร็จ ร้านข้างๆขายเสื้อ แวะไปดูได้เสื้อไปงานแต่งหมี ปิ่นโทรมาบอกว่ามาถึงแล้ว อี๊ก็โทรมาบอกว่าจะออกมาเจอแล้ว ตาลแยกไปปายกะเพื่อน ตั้งใจจะไปส่งโปสการ์ดหาพี่ตู่ซะด้วย เราเบนซ์อี๊ก็ไปวันพันเตาอยู่ข้างโรงแรมนี่เอง วันนี้มีงานเขาตกแต่งรอบโบสถ์สวยสดใสมาก แล้วก็เดินต่อไปวัดเจดีย์หลวงที่อยู่ข้างๆ เสร็จก็แวะไปวัดโลกโมฬี เหมือนจะไม่มีที่ไป ก็เลยไปหาsnackกิน อี๊พาไป love at first bite อยู่ซอย ลำพูนเชียงใหม่ หรือว่า เชียงใหม่ลำพูน เนี้ยละ ไม่แน่ใจ แต่ที่มั่นใจคือซอยหนึ่ง
ไปถึงเค้กละลานตามาก เลือกไม่ถูกเลย อี๊สั่ง volcano เราเบนซ์ เอาทาร์ทสตรอเบอรี่ กะแอปเปิ้ลพาย สถานที่บรรยากาศสบายๆ อร่อยทุกอย่าง ประทับใจไปหมด volcanoก็แปลกใหม่ฉ่ำไปด้วยช๊อกโกแลต ดูเหมือนน้อย แต่อิ่มคุณภาพมากๆ นั่งได้สักพัก ก็ย้ายไปไหว้ครูบาศรีวิชัย ไปน้ำตกห้วยแก้ว นั่งเรื่อยๆจนเกือบหลับ พอไปน้ำตกอี๊ก็อย่างกินส้มตำขึ้นมา เลยไปลงเอยที่ส้มตำสบายใจไก่ย่าง
ก่อนแวะเข้าบ้านอี๊ไปเดินย่อยที่นิมมานซอยหนึ่ง มีของแต่งบ้านเท่ห์ๆ ร้านตัดผมสวยมากๆ ร้านหมูบิน ซื้อดินสอหมูให้ต่ายกัน เรายังรออันที่มันซื้อฝากเราอยู่นะ สักพักก็ไปบ้านอี๊ ระหว่างทางอี๊ก็บอกทางให้จำ เผื่อคราวหน้ามาใหม่ ไปถึงก็นอนกลิ้ง อาบน้ำ เก็บของเล็กน้อย รอเวลา อี๊มาส่ง ขึ้น NCAir กลับกรุงเทพ ว้า......เซ็งเลย กำลังมันเลย มาถึงกรุงเทพตีสี่ เราลงก่อนแวะเข้าบ้านกะจะมานอน ดันไม่หลับ นอนดูพี่เก็กไปชั่วโมง พอหลับได้ไม่นาน ตื่นไปทำงานพร้อมลำใยครึ่งโลในราคาโลครึ่ง
ชอบ..ชอบ..ชอบ ไว้คราวหน้าเราไปกันอีกน้าาาาาาาาาาา.......
January 24 ไปเชียงใหม่ ไปขำขำ นี่แค่วันแรกเมื่อเบนซ์เรียกร้อง เราก็ลงมือจัดให้เลยละกัน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณจี๊ปที่เขียนแผนที่กินให้ซะทะลุปรุโปร่ง
วันแรก เรา เบนซ์ ตาลไปถึงเชียงใหม่แต่เช้าด้วยรถนอนสุดเลิศของ nca นครชัยแอร์ หลับสบายมั่งไม่สบายมั่งเพราะหนาวเกิน ออกจากอาเขตด้วยรถแดง ไปกินโจ๊กที่ร้านโจ๊กสมเพชร แถวไหนอ่ะ ไม่แน่ใจรู้แต่ว่าอยู่ในติดคูเมือง โจ๊กร้อนๆกะปาท่องโก๋อร่อยดี ยังมีราดหน้า ข้าวหมูอบไก่อบ ที่น่ากินอีกต่างหาก ท้องอิ่มก็ออกเดินไปโรงแรม ผ่านวัด โรงเรียนยุพราช อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ศาลหลักเมือง ก็ถึงโรงแรมพอดี เข้าไปเก็บของล้างหน้าแปรงฟัน ออกเดินทางไปกินข้าวซอย น้ำเงี้ยวที่ร้านเฮือนเพ็ญแถวๆโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ระหว่างทางเราดันเป็นโรคไส้เคลื่อน ซึ่งตอนหลังเข้าใจว่าเป็นโรคติดต่อ ทุกคนเลยได้เชื้อกันไป
กินเสร็จก็ออกเดินทางไปดอยสุเทพ โบกรถแดงที่ผ่านมาพอดี เขาก็ไปส่งที่ท่ารถตรงตลาด รวมกับคนอื่นๆที่มาเป็นคู่แต่พวกเราดันเป็นคี่ได้เก้าคน ก็ออกเดินทางไปพระตำหนักภูพิงค์เป็นที่แรก ลุงบุช (คนขับรถแดง)ให้เวลาหนึ่งชั่วโมงสำหรับแวะแต่ละที่ เลยขอเรียกทัวร์รถแดงว่าทัวร์หนึ่งชั่วโมง พระตำหนักภูพิงค์เสียค่าเข้ายี่สิบ ได้เข้าไปชื่นชมดอกไม้ล้านแปด เราก็ไปถามพี่ขายของที่ระลึกว่า "ที่ขุนช้างเคี่ยนดอกพญาเสือโคร่งโรยไปหรือยัง" พี่เขาก็เลยบอกว่า "โรยแล้วน้อง เอานี้ไปแทนแล้วกันซากุระแท้จากญี่ปุ่น" แล้วเขาก็ชี้ให้ดูต้นซากุระในกระถางสูงเท่าไหล่เรา เฮอะๆๆๆๆ ดีใจอะได้เห็นแล้ว ต้นเดียวก็ยังดี เดินเรื่อยๆถึงแปลงดอกกุหลาบ ดอกเป้งๆแล้วสีก็สวยล้ำอีกด้วย เดินไปอีกนิดเจอพระตำหนัก แล้วก็เลี้ยวขึ้นเขาเข้าป่าข้ามสะพานขึ้นบันได แล้วเราจะเจอสระน้ำ น้ำพุ บ้านสีขาวเล็กบนเนิน(พระตำหนักของสมเด็จย่า)น่ารักมากๆ เดินตอนอีกนิดมีร้านวอฟเฟิลดักไว้ หอมนุ่มอร่อย ไม่ควรพลาด เดินแป๊บเดียวก็ชั่วโมงละ ลุงบุชน่าจะให้เวลาสักสองชั่วโมงนะ เราว่าจะสบายกว่านี้
เสร็จก็นั่งรถต่อไปหมู่บ้านม้งดอยปุย เป็นงานปีใหม่ม้งพอดีไปถึงก็เจอหนุ่มสาวม้งกำลังโยนลูกบอลกัน สาวม้ง น่าประทับใจ หน้าหมวยใส่ชุดสวย รองเท้าส้นสูงปรี๊ดแข่งกะความสูงของดอย เดินไปเรื่อยเจอจุดดักเสียตังค์สิบบาทเข้าไปดูน้ำตก ดอกฝิ่น ตาลมันก็ไปลองยิงลูกดอก แม่นซะด้วย ได้ข่าวว่าจะซื้อหน้าไม้ไปเปิดกิจการที่ชัยภูมิเร็วๆนี้ เราก็เดินเรื่อยเปื่อยไปเจอแปลงดอกฝิ่นขนาดสี่เสื่อ แล้วก็ได้เจอพญาเสื้อโคร่ง หรือซากุระ ไม่แน่ใจสองต้น เลยเอากล้องส่องถ่ายซะต้นพรุนเลย ชอบๆ พอสบายใจกะดอกเล็กๆสีชมพูแล้ว ก็เดินหาลำไยอบแห้งเกรด3Aแบบที่พี่ที่ทำงานซื้อให้กิน ได้มาหนึ่งโล เสร็จก็ไปหาลุงบุช นั่งต่อไปพระธาตุดอยสุเทพ ปีนบันไดเหนื่อยสุดๆ นั่งพักกินน้ำ ไหว้ครูบาศรีวิชัย เดินวนหนึ่งรอบ ขอพรพระเจ้าทันใจ แล้วก็ค่อยๆไต่ลงมาหาลุงบุช บนพระธาตุมีบริการถ่ายรูปพอเราลงมาปุ๊บก็ไปเอารูปที่ร้านถ่ายรูปได้เลย เราก็เลยสงสัยว่าตากล้องข้างบนมันส่งรูปลงมาได้ไงเนี้ย??? ไวมากมาก ใครรู้วานตอบที
เสร็จก็ให้ลุงบุชไปส่งที่หน้าหอศิลป์ มอชอ อืมลืมบอกว่าค่าทัวร์ลุงบุชราคา200บาทต่อคน เห็นเวทีตั้งมาแต่ไกล เราก็เข้าไปนั่งพัก พี่แตนตามมาสมทบ เราก็ไปเดินดูรูปที่แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับญี่ปุ่นที่ถูกซ่อนเร้น(ชื่อมันก็ประมาณเนี้ย) ดูเสร็จจู่ๆเบนซ์ก็หายตัวไป เราเห็นหลังมันวิ่งเลี้ยวไปแวบๆ ปรากฎว่าเบนซ์มันไปทักพี่แชมป์แชมป์ของมันนั้นเอง เรากะตาลเดินตามไป หวัดดีพี่แชมป์ แล้วก็หวัดดีพี่ตู่ คิดในใจเมื่อกี้เราขอพระเจ้าทันใจไปว่า ขอให้ได้เจอคนที่เราชอบจริงๆ(แต่ดันลืมขอให้เขาชอบเรา -_-") เฮ้ยได้เจอแล้ว นี่ไงพี่ตู่ตัวจริงเสียงจริง หลังจากนั้นไม่นานคัตโตะก็มาสมทบคุยอีกคน ได้เวลาก็ไปเอาตั๋ว เราเริ่มหิวแล้ว เลยหงุดหงิดเรื่องตั๋ว พอได้ตั๋วก็ไปกินลูกชิ้นที่สวนสุขภาพ จริงแล้วข้ามถนนไปก็เจอ แต่ประตูดันปิดเดินอ้อม จนหิวโซ
พอไปถึงร้านลูกชิ้นอยู่ข้างสวนสุขภาพ แล้วสวนสุขภาพอยู่ข้างหอประชุมมอชอพอดี กินลูกชิ้น ขนมปัง น้ำฝรั่ง (มาช้าไปน้ำส้มหมดไปแล้น) อย่างสบายอารมณ์ ขาเดินกลับเบนซ์เจอเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ไปนั่งรอเวลาที่ร้านดินดีในบริเวณหอศิลป์ ตัวร้านเป็นกระท่อมทำมาจากดิน เจ้าของเป็นญี่ปุ่น เรานั่งนานเลยเลือกเอาพุดดิ้งกะชีสเค้กมากิน เสร็จก็ไปต่อแถวรอเข้างาน ได้ที่นั่งข้างแต่ไม่ไกล รอไม่นานช่วงเวลาแห่งความสุขก็มาถึง ไม่รู้จะว่าไงแต่มันดีจริงๆ "ฉันดีใจที่มีเธอ" อ่านที่เบนซ์เขียนดีกว่ามั้งละเอียดดี
เราขำไอ้พิธีกรสองคน จะว่าไงอะมุขมันตึงโปะโคตร แต่คนขำกระจาย พี่ตู่ก็ฮอตเกิน ยังกะsuperstarถามหารักยังงั้น เบนซ์ ตาล พี่แตนก็ได้ใช้โอกาสนี้ถามไถ่ทุกข์สุขกะศิลปิน เราก็ยืนดูอยู่ห่างๆอย่างขำๆ แบบว่าเขินพี่ตู่อะ ได้มองใกล้ๆก็ดีจะแย่แล้ว ระหว่างนั้นก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าทำลำใยหาย ตายตาย ยังไม่พอมีเด็กมายืมปากกาไปให้ศิลปินเซ็น ไปไปมามาปากกาก็ลาไปอยู่กะคัตโตะซะเนี้ย ลองไปเดินๆวนหาลำใย ไม่เจอสงสัยกลับดอยปุยไปแล้วมั้ง ได้เวลาแยกย้ายจากศิลปิน เราก็ไปต่อถนนวัวลาย มีถนนคนเดิน ได้ลำใยมาอีกครึ่งโล เล่าเรื่องลำใยหายอยู่นาน แม่ค้าไม่ลดให้ แต่ให้ความสงสารมาแทน เหนื่อยโคตร กลับมาโรงแรมหลับเป็นตาย
รูปไปดูได้ที่ http://pongta.multiply.com/photos
going up going downได้ไปเชียงใหม่สองวัน เหมือนได้ไปเจออะไรใหม่ๆอย่างนั้น คงต้องเล่าละเอียดอีกที ได้กิน ได้เที่ยว ได้ชื่นชมดอกไม้ ได้เจอพี่ตู่พี่อิด(และชาวคณะ11) ได้ตะโกน ได้ร้องเพลง ได้กรี๊ด ได้เต้น ได้ไหว้พระ ได้ทำลำใยหาย ได้ขอพรพระทันใจ ได้เจออี๊ กลับมาไม่กี่วัน ต้องมารู้สึกแย่กะเรื่องเดิมๆ กะคนเดิมๆ กะความโง่เดิมๆของตัวเอง คิดถึงคุณคนในใจทั้งสองอย่างสุดซึ้ง อยากเล่าให้ฟังแต่เหมือนกะมันไม่มีpoint ถึงบางทีก็ไม่ได้อยากให้ใครเข้าใจอะไรมากมาย แค่เออออ ไปตามเรื่องเท่านั้น ก็น่าจะพอ อย่างว่า ไม่มีใครทำร้ายใจเราได้นอกจากตัวเราเอง เพราะอย่างนั้น ตอนนี้คงมีแต่ตัวเราเองที่จะให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นมาได้ วันนี้ลองคิดๆดู ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เราเกลียดที่สุด คือการที่คนใกล้ตัวเรามีแฟน 555+ เป็นไปได้ ปล. heath ledger จากไปอย่างกระทันหัน ขอไว้อาลัยให้กับเจ้าของประโยค if u can't fix it , u gotta stand it. January 17 วัน เมา เมา กะ คน เมา เมาพรุ่งนี้จะไปเชียงใหม่ ไปทำไมนะเหรอ ถ้าบอกว่าไปดูคอนเสิร์ต e1even1h จะดูโง่เกินไปมั้ย
แต่ถ้าบอกว่าไปดู พี่ตู่ อันนี้โง่ยิ่งกว่าหรือเปล่า ???
มันริ่มจาก พี่อิด แห่ง e1even1h เราชอบมุขเขาในหนังมดแดงที่winter festมาก
พอเบนซ์มาบอกว่าจะมีคอนเสิร์ตที่เชียงใหม่ มันก็กระตุ้นให้เราอยากไปดู รวมทั้งพี่ตู่ก็ด้วย
หลังจากนั้นทุกอย่างก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จองรถ จองตั๋ว จองที่นอน หาที่เที่ยวเล็กๆน้อยๆ
แล้วเราก็เจอที่ที่เราอยากไป ขุนช้างเคี่ยน
ใจอยากไปดูพญาเสือโคร่ง แต่ความจริงมันคงโรยไปตั้งแต่ปีใหม่แล้ว
แล้วจะไปทำไม ไปเพราะรู้สึกว่าเพื่อให้เพื่อนได้ไปดูคอนเสิร์ตของคนที่เพื่อนอยากดู (เราก็ได้ดูด้วย)
เพื่อให้เพื่อนได้ออกจากความกดดัน แค่เป็นช่วงสั้นๆก็ยังดี (ไม่รู้คิดเองหรือเปล่า)
บางที....มันอาจจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่เราพอจะทำได้
วันนี้ อาจเป็นเพราะเข้าใจไปเองว่า มีคนที่กำลังไม่สบายใจอยู่
แต่เอาเข้าจริง มันไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อย ไม่ใช่เลยสักนิด
งง งง เมา เมา ใช้เวลาพอสมควร ถึงรู้สึกว่า อ้าว เขาก็สบายดี ก็ดีแล้วไง
เออ จริงด้วย อีกอย่างวันหลังไม่ไปแล้วช่วยบอกนิดนึง อย่าปล่อยให้เราต้องห่วงไปเอง
ถ้าเป็นไปได้ เรื่องโง่ที่สุดที่เราอยากทำ คือ การไปดูคอนเสิร์ตเฮียโจด้วยบัตรที่แพงที่สุด
จะโง่ในสายตาใครก็ช่างปะไร มันเรื่องของเรา คนอื่นไม่เกี่ยว
แด่...ยอดมนุษย์ของเรา เฮียโจ...จงเจริญ
January 16 หนาวจับใจที่เกาหลี ปล่อยเว้นไว้นาน เลยคิดว่ารีบเอามาเขียนลงดีกว่า เพราะไม่งั้นลืมอีกแน่นอน บ้านเราไปส่งท้ายปีที่เกาหลีกัน เนื่องจากเป็นปีที่มีหยุดติดกันสี่วัน ไม่เคยคิดจะไปกะเขาเลยเกาหลี ละครดังก็ไม่อิน ดาราก็ไม่รู้จัก เพลงก็ไม่ฟัง เลยไปแบบไร้ภาระกิจฟิชโช ไม่ได้คาดหวังอะไร นอกจากความโหดของต.ม. กะอากาศหนาวติดลบนั่นเอง
วันแรก เย็นวันศุกร์ ออกจากที่ทำงานแบบว่าพลาดหวังในการจับฉลากเล็กน้อย แวะรับพี่ต่ายที่สยาม ไปรอพ่อที่รถไฟฟ้าหมอชิต ดีที่รถไม่ติดเลย ไปสนามบินขึ้นเครื่องไปกะทัวร์เหมือนเดิม เพราะมีหลานๆไปด้วย เคลื่อนไหวไม่สะดวกไปกะทัวร์ดีกว่า ไปกะasiana airlines เครื่อง a330-300 ไม่คุ้นเคยเท่าไร ไม่มีความรู้ในหัวเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ดีแปลกใหม่ดี
วันที่สอง ตื่นมาถึงสนามบินอินชอน ห่างจากโซลพอสมควร ฝ่าด่านต.ม.หฤโหดออกมาได้ เลือกเอาต.ม.ที่เป็นผู้ชายรู้สึกว่าจะดีกว่า พอออกจากสนามบินไปขึ้นรถแค่อ้าปาก ควันก็ออกเลย หนาวมากกก แวะกินข้าวเช้าเป็นราเม็ง แล้วก็ไปต่อที่ everland เป็นสวนสนุกสำหรับพนักงานซัมซุงมาก่อน แต่ตอนหลังก็เปิดให้คนทั่วไปเข้า มีทั้งส่วนที่เป็นเครื่องเล่น หวาดเสียว ครอบครัว เด็ก ซาฟารี (ต่อแถวทนหนาวประมาณชั่วโมงได้) ในซาฟารีให้นั่งรถวนดูประมาณสิบนาทีมีliger (lion + tiger)เสือ สิงโต ยีราฟ ม้าลาย ช้าง แล้วก็หมี หมีมันทำตามที่คนขับรถสั่งได้ด้วย ฉลาดดี (แต่เราแอบคิดว่าจริงแล้วมันเป็นหมีใส่ถ่าน made in china แน่ๆเลย) แล้วก็ไปเล่นกระดานหิมะ ไถลลงมาจากเนินหิมะ ดีดีชอบชอบ คิวก็เล่นด้วย เสร็จก็ย้ายตัวเองมาเล่นของเล่นหวาดเสียวบ้าง คล้ายกะไวกิ้งแต่มันหมุนเป็นรอบตัวเองด้วย เด็กๆเคยเล่นมาแล้วที่goldcoast แล้วก็พาหลานไปเล่นของเด็ก เล่นได้แป๊บเดียวหมดเวลาละ ยังดูไม่ทั่วเลย ไปกะทัวร์ก็อย่างนี่ทำอะไรต้องตรงเวลานิดนึง เขาก็พาไปกินข้าว หมูย่างหมักซอส พุงแทบแตก แล้วก็นั่งรถต่อไปสกีรีสอร์ท เราไปนอนที่ฮุนไดซังวู ก็โอนะสำหรับเรา คือมันเป็นห้องโล่งต้องเอาที่นอนมาปูเอง พ่อเอาไอ้แคร์ไปแช่น้ำอุ่น สงสัยเพราะหนาวมากมันก็เลยจำศีล ไม่พูดไม่เล่นไม่เดิน แต่งอแงอย่างเดียวทั้งวัน พอมันได้อาบน้ำหน่อย ก็ดีขึ้น ออกไปกินข้าวเย็นเป็นกระหล่ำต้มหมูหม้อยักษ์ กลับมาเล่นปาหิมะกัน ดูไฮโซเชียว เล่นได้แป๊บเดียวหนาวต้องถอยทัพ กลับมาดูทีวีเกาหลีจนหลับไป
วันที่สาม ตื่นมารับวันใหม่อย่างตื่นตาตื่นใจ เพราะข้างนอกมองออกไปโลกกลายเป็นสีขาวไปซะแล้ว สวยมากๆ กินข้าว แล้วก็เตรียมตัวเล่นสกี ใส่รองเท้ายังกะหุ่นไซบอร์ก เอารองเท้าติดกะกระดาน อย่างเท่ห์ ถ่ายรูปทำท่าพอเป็นพิธี ลองไสตัวเองดู เฮ้อๆๆๆ ยากเหมือนกันแฮะ ไสไปไสมาดันตกลงไปในหลุมลุกไม่ขึ้น แถมชนประตูบ้านเขาอีก ดีที่มีพ่อหนุ่มสุดหล่อมาช่วยอย่างทุลักทุเล คราวนี้พอล้มที่ก็ไม่กลัวละ หลังจากนั้นพอเบรกไม่ได้ก็เอาก้นเบรก ล้มตลอด ไสไปไสมาได้เวลาอันสมควรก็เอาของไปคืนขึ้นรถ ไปกินข้าวเป็นหม้อต้มอะไรจำไม่ได้ละ นั่งรถไปตื่นก็ถึงโซรักซาน ลงมาเจอลมแรงมากๆ แต่ต้องเดินไปไหวพระอีกประมาณหลายร้อยเมตร คนอื่นๆก็ล้าถอยขึ้นรถไปเหลือแต่บ้านเรา เดินไปหลบลมไปตามตู้โทรศัพท์มั่ง ห้องน้ำมั่ง ไปจนถึงพระใหญ่ ไหว้พระสมใจ ถ่ายรูป ต้องบอกว่าเสียงลมสีกับใบสนดังมากๆยังกะอยู่ในน้ำตกไนแองการ่าเลยทีเดียว(ถึงไม่เคยไปก็พอประมาณได้) ห้วยน้ำดังบ้านเราชิดซ้ายไปเลย ขากลับไม่มีลม เดินสบายๆมาขึ้นรถ แล้วก็ไปนอนที่waterpia คราวนี้ห้องเหมือนเดิมต้องเอาที่นอนมาปูเอง แต่ว่าห้องใหญ่สะใจดี เลือกนอนกันตามสบาย ลมข้างนอกแรงมากลอดผ่านหน้าต่างที่เราพยายามปิดอยู่ยี่สิบรอบ ไปกินข้าวเป็นหม้อต้มทะเล กลับมาดูทีวีเกาหลีขำขำนอน
วันที่สี่ ตื่นมาเจอcsi miami วันนี้ไปกรุงโซลกัน นั่งรถไปหลับสองตื่น แวะถ่ายรูปข้างทางที่ยังมีหิมะให้เห็นอยู่เรื่อยๆ เที่ยงกินไก่ตุ๋นโสม เขาให้กินกันคนละตัวเลย แล้วก็ไปบลูเฮาส์ แวะไปผ่านๆ เป็นบ้านประธานาธิบดี ไปพระราชวังเคียงบ๊อกคุง อันนี้ก็สร้างใหม่เพราะของเก่าเจอญี่ปุ่นเผาไปแล้ว เดินเรื่อยๆที่พระราชวัง เจอสระน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งชอบมากๆ แต่ไม่ค่อยอินคิดว่าถ้าไปที่ปักกิ่ง มันจะต้องสุดยอดแบบหาที่เปรียบไม่ได้แน่นอน เสร็จก็ไปทำศูนย์โสม ไปดูเขาขายของก่อน (เป็นธรรมดาที่ต้องแวะร้านพวกเนี้ย ก็เคยไม่ชอบ แต่ดันไปเจอคนในพันทิบเขาไปเมืองจีนเแวะร้านหยก เขาถ่ายรูปออกมาได้น่าสนใจดี เราก็เลยถ่ายใหญ่ ปรากฎว่ามีป้ายห้ามถ่ายรูป ไอ้คิวแซวใหญ่เลย) เสร็จก็ไปทำกิมจิ ยากโคตร แค่เอาพริกที่เขาให้มาทาแล้วก็ม้วนแบบว่า -_-" คิดได้ไงเนี้ย แล้วก็ใส่ชุดโบราณถ่ายรูปกันสนุกดี เด็กๆชอบ แล้วก็กินข้าวหมูย่าง ต่อด้วยตลาดอะไรนะจำไม่ได้ รีบไปซื้อของที่เจ้เฟียตฝากก่อนเลย ซื้อยากแฮะ เสร็จก็เข้าโรงแรมวันนี้หรูมากๆ มีเตียงด้วย ออกไปเดินดูcountdown แต่ห้างที่ไปปิดหมดแล้วไม่มีอะไร กลับมาcountdown ที่family mart ข้างโรงแรมแทน
วันที่ห้า กินอาหารเช้าอย่างหรู อร่อย ไปเข้าร้านขายจิวเวลลี่ก่อน แล้วก็ไปduty free วนหนึ่งรอบ แล้วก็กินข้าวหมดหม้อกะทะก็มากินอาหารจีนแทน แล้วก็ต่อด้วยตลาดดงเมียน เดินหากระเป๋าให้ฟูโกะ ได้มาหนึ่งเท่ห์มาก นั่งรถไปร้านขายของแถวสนามบิน เสร็จก็ไปสนามบิน เจอกันอีกกะ A330-300 ช้าไปสองชั่วโมง กลับมาถึงบ้านเที่ยงคืน
วันที่หก ตื่นไปทำงาน พร้อมกับข่าวเช้าที่ทำเอางงๆไปเล็กน้อย วิทยุเปิดเพลงแสงหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาก็ได้ฟังทุกวันเลย
นอกเรื่อง เรานั่งดูทีวีมากๆ ก็สงสัยว่าทำไมคนหนึ่งคนถึงมีเรื่องราวดีดี ความดี ให้นึกถึง เล่าถึงมากมายขนาดนี้ เสร็จก็คิดถึงตัวเอง แล้วเราละ เรามีอะไรดีดีให้คิดถึงบ้างมั้ยน้า January 08 คนในใจเมื่อช่วงปีใหม่ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ รัก ลวง ตาย หรือ yogisha-x no kenshin เขียนโดย ฮิงาชิโนะ เคโงะ แปลโดย วงศ์สิริ มิยาจิ เป็นเรื่องของครูสอนคณิตศาสตร์ที่ใช้ความอัจฉริยะของตัวเองช่วยปกปิดความผิดของแม่ลูกหนึ่งที่ดันพลั้งมือฆ่าสามีเก่า แน่นอนว่าก็เป็นหนังสือสไตล์สืบสวนฆาตกรรมอย่างที่เราชอบอ่าน แต่คราวนี้มันไม่ธรรมดา เพราะมันมีเรื่องรักในแบบที่เราชอบเข้าไปด้วย มีประโยคในหนังสือเขียนว่า"เพราะบางครั้งการที่คนเราแค่มีชีวิตอยู่ ก็เป็นการช่วยคนอื่นแล้ว" เออ...ง่าย...แต่เข้าใจได้
อาทิตย์ก่อนมีเรื่องให้ไม่สบายใจเท่าไร เวลาเป็นอย่างนี้ที่ไร ในใจมีคนสองคนให้คิดถึงขึ้นมาทันที แค่ได้คุยกันฟังสองสามประโยคจากพวกมัน เท่านี้เรื่องที่ไม่สบายใจก็หดเหลือนิดเดียว อย่างนี้อาจจะพอเรียกได้ว่า เวลาที่ใจป่วย ก็ให้คนในใจเราช่วยรักษา ง่ายๆ...แค่เนี้ย
คนในใจ ไม่ต้องดีเลิศอะไร ไม่ต้องสวยงาม ไม่ต้องห่วงใยเรา ไม่ต้องเจอทุกวัน ไม่ต้องคุยกันบ่อย แต่เขาจะพร้อมที่จะอยู่กะเราเสมอเมื่อเราต้องการ คนในใจไม่เคยทำร้ายเราด้วยความหวัง เพราะพวกมันไม่มีให้ คนในใจไม่เคยสัญญาอะไรกับเรา เพราะพวกมันจะบอกว่าทำไม่ได้ถ้ามันไม่ทำ แต่เมื่อเราร้องไห้พวกมันเรียกรอยยิ้มของเรากลับมาได้
บ่อยครั้งที่เราฟังเพลงที่เนื้อหาทำนองรักนิรันดร์ อย่างคะแนนแห่งชีวิต หรือคนที่คิดถึง เราก็มักจะสงสัยว่าคนหนึ่งคนจะรักใครได้เป็นนิรันดร์จริงเหรอ ต่อให้วันนี้เรามั่นใจ พรุ่งนี้ใครจะรู้ ปริมาณคนในใจของเราก็เช่นกัน หายไปบ้าง แต่เอาเป็นว่าคุณภาพมากกว่าเดิม
"เพราะบางครั้งการที่คนเราแค่มีชีวิตอยู่ ก็เป็นการช่วยคนอื่นแล้ว" ขอขอบคุณคนในใจที่ทำให้เราเข้าใจความหมายของประโยคนี้เป็นอย่างดี แล้วเคยคิดมั้ยว่าการที่เราเราท่านท่านมีชีวิตอยู่เป็นการช่วยใครบ้าง?
วันนี้โทรเช็คratingเพลงในซีดี กะ email สคส.มีเรื่องขำอยู่เรื่อง
คุยอะไรไม่รู้กะคุณขวัญใจ มันพูดว่าอือ เราก็ถามว่าอือมันหมายความว่าไง คุณขวัญใจบอกว่าไม่ได้มีความหมายอะไร
ต่อมาโทรไปคุยกะแบงค์ มันก็พูดว่าอือ เราก็ถามว่าอือมันหมายความว่าไง แบงค์มันบอกว่าไม่ได้มีความหมายอะไร
เออ......ขำดี แบงค์บอกว่ามันเป็นdejavu เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า repeat after me 555
|
|
|