pongta's profile~~ ChoU PonG ThE YaO ~~PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    January 29

    บาดเจ็บไม่น่าจะสาหัส

    เป็นประจำทุกเสาร์อาทิตย์ที่เราต้องกลับบ้านโคราชไปเลี้ยงหลาน
    แนะนำก่อนว่าเรามีหลานสองคน (เผื่อบางคนที่หลงมาอ่านอาจจะยังไม่เข้าใจ)
    คนโต ชื่อ ไอ้อิกคิว หกขวบ คนเล็ก ขื่อ ไอ้(เอ)แคร์ สามขวบ
    มันมีฉายาอย่างเป็นทางการว่า ไอ้ซน กับ ไอ้ซ่า
    และไม่เป็นทางการอีกล้านแปด
     
    ตามธรรมดาของบ้านไหนที่มีเด็ก มันจะป่วนปวดกบาลเป็นพิเศษ
    แต่พอไม่มีพวกมัน ก็จะเหงา คิดถึงพวกมันเอามากๆ
     
    กลับบ้านอาทิตย์นี้มีเรื่องเซอร์ไพรส
    เริ่มจากไอ้แคร์ ซ่ามาก เอาปากไปฟาดกับบันไดที่โรงเรียน
    ผลคือเย็บไปสามเข็ม
    แต่ไม่ต้องกลัว มันยังกินได้นอนหลับ แล้วก็พูดมากกว่าเดิม
     
    ยังไม่พอ ไอ้คิวไม่ยอมน้อยหน้า
    ตอนมันเล่นอยู่ดีดี ดันเอาหัวไปฟาดพื้นอย่างแรง
    หัวปูดเป็นลูกมะนาว
    ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเนี้ยละ มันปูดออกมาจริงๆเยอะด้วย
    พอได้ยินเสียงมันร้องก็วิ่งไปเอามันขึ้นมา
    พี่ที่บ้านทุกคนวิ่งมารุม เอาน้ำแข็งมาประคบ ไอ้คิวดิ้นดิ้นดิ้นดิ้นดิ้น
    มันบอกว่ามันเจ็บ ได้สักพักมันก็ดีขึ้นหน่อย
    มันเลยยอมให้ถ่ายรูปมาได้ อย่างที่เห็นละ
     
    ที่สำคัญมันบอกว่าตอนที่หัวมันฟาดพื้น หัวมันเด้งขึ้นมาด้วยอะ
    ถ้าไม่เห็นภาพ ลองนึกเวลาเราปาลูกบอลลงพื้น แล้วบอลมันเด้งขึ้นมา อย่างนั้นละหัวไอ้คิว
    เอ....หรือว่าสมองไอ้คิวมันกระทบกระเทือนวะเนี้ย
     
    ปล. อยากให้ทุกคนเป็นแรงใจให้คิวสอบผ่านเข้าชั้นป.1ห้องสองภาษาด้วยเถิด
    เขาจะรับหกสิบคน มีเด็กไปสอบห้าสิบสี่คน
    เอ้า...คิว สู้ตาย
    January 18

    HONG KONG ให้ไปใหม่ก็ยังได้

    ตั้งใจจะเขียนเรื่องเที่ยวของตัวเองมานานแล้ว ขี้เกียจทุกที คราวนี้เริ่มประเดิมเสียที ฮ่องกง...เป็นที่ที่อยากไปมากน่าจะที่สุดของชีวิตแล้วละมั้ง  เพราะอะไร...ง่ายๆ เลย เราชอบดูหนังฮ่องกงมากๆ ถูกพ่อปลูกฝังมาแต่เด็ก ไอ้พวกหนังจีน ฮ่องเต้ กำลังภายใน หักเหลี่ยมโหด เจ้าพ่อ และอื่นๆอีกมากมาย ก็เลยวางแผนจะไปจะไปจะไปมาหลายปี คราวนี้ได้ไปสมใจ..เสียที
     
    จากการเก็บข้อมูลมานานมาก อ่านที่เขาเขียนลงในพันทิบมาก็มาก ก็เลยพอได้ตารางไปคร่าวๆ แล้วก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นหัวหน้าทัวร์ซะงั้น ผู้ร่วมชะตากรรม ก็มี แม่ เรา เหม้ย(พี่เรา) พี่ต่าย(เพื่อนพี่เรา)  พ่อไม่ได้ไปแต่ต้องสละเวลาไปเลี้ยงหลานแทนแม่
     
    วันแรก ไปฮ่องกงกับCX 700 ได้นั่งเครื่อง boeing 777-300 แถมด้วยที่นั่งแถวหน้าจอทีวีครั้งแรก(เพราะไปcheckin ทางinternetไว้ก่อน) ไปถึง แลกตังค์ (ตรงนี้ แอบโง่ ควรไปแลกนอกสนามบินได้rateดีกว่า) จัดการซื้อบัตรoctopus ให้เรียบร้อย มีรถไปส่งถึงโรงแรม จัดการเก็บของ ก่อนออกตัว แวะไปกินก๋วยเต๋ยวลูกชิ้นปลาแถวๆสถานีjordanก่อน อร่อยมากกกกกกกก นั่งรถMTR ไปลงที่ diamond hill ไปวัดนางชี chi lin nunnery ไปถึงสถานีมีป้ายบอกตลอดทาง วัดสวยมาก โดยเฉพาะองค์พระที่อยู่ด้านใน เขาไม่ให้ถ่ายรูปมา งามมากๆๆๆๆๆ รอบๆวัดจะเป็นอพาร์ตเมนท์สูงๆๆ ดูขัดๆกับวัดที่แสนสงบ แต่ก็ลงตัวแบบแปลกๆ
     
    หลังจากนั้น ขึ้นรถเมล์หน้าวัดไป วัดหวังต้าเซียน wang da sim temple รถเมล์สองชั้น รีบปีนไปนั่งข้างบนทันที (จะมีป้ายบอกว่าตอนนี้รถเมล์จอดป้ายไหน) ลงหน้าวัด  เข้าไปก็เป็นวัดจีน อย่างที่เคยเห็นกัน วัดนี้ถ้าจะดังเรื่องเสี่ยงเซียมซี มีหมอดูใบเซียมซีเยอะเลย ขึ้นMTRหน้าวัดไปลงสถานี central ฝั่งhongkong เพื่อไปชมย่านที่มีตึกสูงๆๆๆ อย่างที่เรารู้จักกันดี
    ไปขึ้นtram หรือ รถรางอย่างงงๆ เพราะไม่รู้ว่าต้องขึ้นสายไหน มั่วๆๆไป ลงที่western market งัดแผนที่ที่พ่อช่วยprint มาให้ออกเดินตาม เนื่องจากมีแม่ไปด้วยเลยพยายามเดินให้มันน้อยๆหน่อย เดินเลาะไปตามถนน แถมเป็นเนิน เจอตลาดเลยซื้อcherry มาโลนึง ถูกกว่าบ้านเราเยอะเลย แถมหัวหน้าทัวร์ซัดไปคนเดียวเกินสี่ขีด อร่อยจริงๆ กลับไปtsim tsa tsuiฝั่งเกาลูน เตรียมตัวรอดู symphony of light ตอนสองทุ่มหลังจากดูจบก็เดิน avenue of star ตามหามือเฉินหลง กลับไปฝากอิคคิว หลานรักผู้มีเฉินหลงเป็นสุดยอดฮีโร่ในดวงใจ
     
    พอเริ่มหิว นั่งรถเมล์ไปต่อที่ lady market ย่าน monk kok เป็นถนนคนเดิน ขายของประมาณ สำเพ็ง+ละลายทรัพย์+จตุจักร ทำนองนั้น พอเจอร้านลูกชิ้นกับชาไข่มุก ก็แวะกินทันที หิวมาก อะไรก็ดีไปหมด ถนนเส้นข้างๆ มีร้าน bossini G2000 แล้วก็ที่ขายกล้อง มือถือ LCD  เดินดูทั่วๆ ลองถามราคาไปก่อน แล้วค่อยกลับไปซื้อก็ยังได้ เสื้อผ้าก็ดี ถูกกว่าบ้านเราครึ่งๆ 
     
    วันที่สอง ออกเดินทางไปกินโจ๊กฮ่องกง เยี่ยมอย่างที่คิด นั่งรถไปสถานี tung sueng สุดสาย เพื่อขึ้นกระเช้าngong ping ไปไหว้พระใหญ่กัน ตั้งใจมาสุดๆ มันมีฉากนึงในหนังที่เราชอบที่สุด Infernal affair ภาคที่สาม sam ขึ้นมาคุยกะเจ้าพ่อจากเมืองจีนที่วัดนี้ ให้ตายเถอะ กำลังจะไปที่ที่samไป บนกระเช้าเรามองเห็นวิวรอบด้าน วิวสนามบินด้วย มองข้างล่างจะเห็นเส้นทางเดินเขา เดินขึ้นไปที่พระใหญ่ ลองจินตนาการดูประมาณว่า เหมือนในหนังจีน ที่จอมยุทธต้องเดินข้ามยอดเขา สามสี่ลูก ขึ้นไปหาอาจารย์บนสำนัก มันก็ให้อารมณ์อย่างนั้น
    ไปถึงจะเจอหมู่บ้าน มีขายของตลอดทาง รวมทั้ง 7-11 starbuck ร้านอาหาร  เขาก็เข้าใจคิดทำดี ไหว้พระใหญ่ ถ่ายรูป แล้วรีบลงมา เพื่อไปdisney land ต่อ จริงแล้วจะไหว้พระใหญ่ เรานั่งรถเมล์ขึ้นไปก็ได้แต่มันออกจะหวาดเสียวและเสียเวลามาก
     
    ที่สถานีMTR มี outlet เหมาะแก่การshopping มากๆ เสียดายที่เราได้เดินแต่ supermarket ถ้ามีเวลาก็ไม่น่าพลาด รีบไปdisneyland ได้ขึ้นรถไฟ mickey mouse สวยดี ทันดูพาเหรด ตื่นตาตื่นใจกว่าที่อื่นๆที่ได้ไปมา ตอนจบ เขามีให้เด็กๆ มาเดินถือเชือกกั้น ตามพาเหรด น่ารักดี หลังจากนั้นก็เล่นของเล่น ดูโชว์ ดูพลุ กลับ  แต่ขอสรุปไว้นิดว่า disneyland เล็กมาก ครึ่งวันก็หมดแล้ว แถมตอนเราไปคนไม่เยอะ เลยไม่ต้องต่อแถวเท่าไร
     
    กลับมาในเมือง ลงสถานีhongkong นั่งเรือเฟอรี่ข้ามไปtsimtsatsui เดินแถวนั้นๆ กินข้าว(ร้านเท่านี้แพงกว่าแถวโรงแรมมากๆๆๆ) ซื้อของ พี่ต่ายตัวแทนทีมชาติ ช๊อปสะใจ แม่ก็ได้ของกลับไปฝากแคร์ เราหลอกให้ทุกคนเดินกลับโรงแรม พอไปถึงเราก็หลับสนิท
     
    วันที่สาม วันสุดท้ายแล้วอ่ะ ไม่อยากกลับ รู้สึกว่ามีหลายที่ยังไม่ได้ไป ออกเดินแถวโรงแรม ได้หลงเข้าไปกินร้านกาแฟ น้ำชา ดีมากๆ  คุยไม่รู้เรื่องเลย มองอาแปะโต๊ะข้างๆแล้วก็สั่งเอา นั่งMTRไปสถานีcentral ออกจากสถานีเจอแม่สาวphilippines ยืนกันเพียบ ไม่พอตลอดทางบนสะพานลอย เจ้แกนั่งคุยกันเป็นกลุ่มๆ เยอะมากกกกกกก  ต่อรถเมล์ไป repulse bay ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม รถสองชั้นรีบปีนไปนั่งข้างบนหน้าสุดทันที  ผลที่ได้คือความหวาดเสียว เพราะพี่คนขับเบรกจ่อตูดรถคันหน้า แบบว่าห่างกันคงไม่เกินหนึ่งคืบ
    ไม่พอ ตอนขึ้นเขามีรถเมล์สวนมาก ผู้โดยสารประสานเสียงร้องกันทั้งรถ สวนกันได้ใจชาวโลกไปเลย ถึง repulse bay เดินอีกนิด ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม  กลับมาขึ้นรถเมล์ที่ป้ายเดิม ไป causeway bay เป็นแหล่งshopping อีกแหล่ง ไปถึงมีเวลาไม่มาก ทุกคนเลยบ่นหัวหน้าทัวร์ว่าน่าจะพามาตั้งแต่วันแรก เอาไว้งานหน้าค่อยมาแก้ตัว รีบกลับโรงแรม checkout ไปกินบะหมี่แล้วไปสนามบิน แต่ถ้ายังshopไม่สะใจ ซื้อต่อได้ในสนามบิน
     
    ในที่สุดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ก็เจอ Jay แล้วววววววววววววววววววววววววววววว
    ป้ายโฆษณาใหญ่ยักษ์ในสนามบิน ให้ตายเหอะ ขอเก็บกลับบ้านแล้วกัน
     
    กลับถึงบ้าน พ่อ คิว แคร์มารับ เลยรีบรายงานไอ้คิวว่าไปเจอเฉินหลงมามันตื่นเต้นใหญ่ อยากไปด้วย
    เรา: เจอเฮียโจ(Jay Chou)ด้วย
    คิว: ตัวจริงตัวปลอม
    เรา: ตัวปลอมดิ
    คิว:รู้เลย ถ้าเป็นตัวจริงโจตามเฮียโจไปแล้วววววววววววววววววววววววววว
    เรา: 55555555 (รู้ใจจริงๆ)  
    January 11

    กำลังจะได้ไปแล้นนน

     

    กำลังจะไปฮ่องกงแล้ว  โอ้ ไม่อยากจะเชื่อ ฝันกำลังจะเป็นจริง

    ลงทุนเสียสิทธิในการลาพักร้อนหนึ่งครั้ง แลกกับหนึ่งวัน

    เอาน่า ไปตามหาหัวใจที่พลัดหลงไปกะเจย์

    ฮา...ฮา...ฮา...ฮา  

    January 03

    HaPPy nEw YeAr @ SInGapoRe

    HaPPy NeW YeaR 2007 สวัสดีปีใหม่
     
    บ้านเราวางแผนหาเรื่องไปเที่ยวปีใหม่กัน เริ่มจากแผนการไปฮ่องกง แต่เนื่องจากว่าตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ไม่มีเหลือ
    ส้มเลยหล่นที่สิงคโปรแทน ยกโขยงไปกันทั้งบ้าน พ่อ แม่ คิว แคร์ เหม้ย เรา
     
    วันแรก ได้ไปnight safari เจ๋งดี โดยเฉพาะตอนที่สิงโตหันมามองหน้าเรา อืม...นะ สิงโต
    คิดเตลิดไปว่า มันคงจะรู้สึกเสียศักดิ์ศรีไม่น้อยที่ต้องมายืนในที่แคบๆ
    เดินดูสัตว์แปลกๆ อย่างหมูมีเครา ประมาณพวกปรมาจารย์ในหนังกำลังภายใน ตลกดี
    สัตว์ไม่ค่อยแปลกอย่าง ฮิปโป ควาย กวาง ช้าง แรด หมี และอื่นๆอีกมากมาย
    หลังจากนั้นก็ดูโชว์ เสียดายที่ฝนตกลงมา ทำให้โชว์ต้องเลิกก่อน
    พอกลับจากโรงแรม ไปเดินcountdown ที่ orchard ขอโทษเถอะ นรกแตกมากๆ
    อย่างที่เคยบอกว่า เราเกลียดแขก(พวกคนอินเดีย)มากๆ ถึงมากที่สุด
    ถ้าใครบอกว่าเราเป็นพวกเหยียดแขกนะ จะยืดอกรับทันที
    เนื่องจากเราเคยมีประสบการณ์อันเลวร้ายกะพวกแขกมาก่อน
    ไอ้ที่ไป orchardดันไปเจอพวกแขกเต็มถนน อยากจะบ้า กูมาทำอะไรวะเนี้ย
    สรุปได้ว่า countdown แบบงงๆๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าผ่านปีเก่าไปตั้งแต่ตอนไหน
     
    วันที่สอง ออกตัวช้าไปกินขนมปังสังขยา กับชาเย็น ก็อร่อยดีถึงจะไม่ค่อยเหมือนที่บ้านเรา
    ไปvivo city เป็นห้างใหม่ของชาวs'pore อยู่ตรงสะพานไปsentosa คนเยอะมากๆๆๆ 
    ห้างก็ใหญ่สะใจดี พวกห้างบ้านเราชิดซ้ายไปเลย
    ตามแผนเดิมจะไป sentosa แต่ก็เสียเวลาไปมาก สุดท้ายพอข้ามไปก็ได้แต่วนรอบๆ
    ดีแล้วที่ไม่ได้มาตั้งแต่แรก เพราะคนเยอะทุกที ไม่ไหว
    หลังจากนั้นแยกไปเดินchina town ตื่นตาตื่นใจกับสถาปัตยกรรมสองข้างทาง 
    เจ๋งดี มีโรงแรมเล็กอยู่เยอะ  ฝนก็ตกลงมาอีกละ
    ก่อนหน้า เหม้ยมันเย้วๆจะไปlittle india เราขอบาย ยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่ไปเด็ดขาด
    ก็บอกแล้ว ว่า โรคเกลียดแขกมันรุนแรง ฝังรากลึก
    เดินวนไปมา แวะซื้อของข้างทางกลับไปกินที่โรงแรม
    หลังจากนั้นก็ออกมาเดินกันอีกรอบ แถวๆ แม่น้ำs'pore
     
    วันที่สาม ตื่นสายเลย ออกตัวช้า แต่ก็ไม่ได้ไปไหนมาก พ่อ แคร์ คิว แยกไป science park
    เรา แม่ เหม้ย ไป orchard ขอแก้ตัว เดินวนไปวนมา ไม่ได้ซื้ออะไรซักอย่าง
    กลับมาแถวโรงแรม เดินshoppingต่อ แล้วรวมตัวกันกลับบ้าน
    ขากลับ ฝนก็ตกอีกละ ทุกคนลงความเห็นว่า จะส่งหลานมาเรียนที่ s'pore 
    เนื่องจากมันจะพูดได้ทั้ง จีน ทั้ง อังกฤษ ส่วนเราจะมาเป็นผู้ดูแลพวกมันไปเรียน
     
    ประทับใจพอสมควร เสียแต่ว่าเพราะมีเด็กไปด้วย เลยไม่ค่อยสะดวก
    ถ้ามีเวลาได้ไปเดินดูบ้านเมืองทั่วๆก็น่าจะดีมากๆ
    ตลอดtrip มีเพื่อนพ่อและครอบครัวมาเป็นguide นำไปนู่นนี่ตลอด 
    ต้องขอขอบคุณ น้อง jacob jacky jayne มากๆ
     
    อย่างที่พอจะรู้กันว่า s'pore เป็นประเทศที่ มีภาษา singlishคือผสม จีนอังกฤษมาเล
    ซึ่งมันก็ดูมั่วๆ คนเขาก็พูดอังกฤษได้ในระดับที่ดี และก็ดูมั่นใจมากๆ
    ถึงแม้สำเนียงมันจะแปลกๆก็ตาม แต่เราว่ามันก็ดี ดีกว่ามัวแต่งึมงำแบบคนบ้านเรา
    ถ้าเมื่อไรที่เรามั่นใจ....ไม่ว่าอะไรในโลกเราก็ทำได้